บทที่ 2 พลังแห่งความคิด The Power of Thought

พลังแห่งความคิด (The Power of Thought)

พลังแห่งความคิด (The Power of Thought)

พลังแห่งความคิด (The Power of Thought)


พลังแห่งความคิด (The Power of Thought) มนุษย์มีส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่สองส่วน คือส่วนที่เป็นรูป และอีกส่วนหนึ่งที่เป็นนาม รูปหมายถึงร่างกาย และนามหมายถึงจิตใจ จิตใจ ต้องเคลื่อนไหวก่อนที่ร่างกายจะเคลื่อนไหวตาม ดังนั้นการสะสมและเสริม สร้างระบบจิตใจที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องที่สําคัญก่อนอื่นในเชิงจิตวิทยา จิตใจหรือไมน์ด (mind) เกิดจากการทํางานขอ ในจิตใจมีองค์ประกอบหลักอีกสองส่วนนั้นคือ สติปัญญา (intelligence) อารมณ์ (emotion) สติปัญญาเป็นเรื่องของความคิดที่เป็นได้ทั้งโง่และ ส่วนอารมณ์เกิดตามมาจากความคิดเมื่อคิดในเรื่องที่เป็นทุกข์ก็จะมีความ ทุกข์ เมื่อคิดในเรื่องที่ให้ความสุขก็จะมีความสุข ดังนั้นความคิดจึงเป็นเรื่อง นําอารมณ์และนํากายอีกชั้นหนึ่ง ความคิดจึงเป็นส่วนนําหน้าสุดที่คุณจะต้อง ให้ความใส่ใจมากๆ

ที่จริงแล้วในโลกแห่งนามหรือจิตใจ เราจะต้องรู้จักใช้ทั้งพลังความคิด และพลังอารมณ์เพื่อสร้างโชคให้แก่ตัวเอง คนที่มีความคิดเฉียบคม แต่ อารมณ์ไม่ส่งเสริมก็ไม่สามารถไปถึงที่หมายได้ แต่เนื่องจากอารมณ์เป็นผล พวงของความคิด ความคิดของคนเราจึงต้องมีความฉลาดในเรื่องความเฉียบ คมเชิงสติปัญญาและความเฉียบคมเชิงปรัชญา

ความเฉียบคมเชิงสติปัญญาสติปัญญาหมายถึงความสามารถในการใช้ความคิดเชิงวิเคราะห์และ จินตนาการ ถ้าเรามีความสามารถเชิงวิเคราะห์เราก็จะเก่งในเรื่องการคิด คํานวณ การใช้ตรรกะแบบเหตุและผล ส่งผลให้เรามีความเก่งในการแยกแยะ สิ่งต่างๆ ได้อย่างแหลมคม ส่วนความสามารถเชิงจินตนาการก็ช่วยเราได้ในเรื่องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ซึ่งก็ต้องมีพื้นฐานจากข้อมูลเดิมในแง่ของตรรกะ ด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในความคิดก็เกิดจากการต่อเติมจินตนา การเข้าไปในของเดิมๆ ที่มีอยู่ หากเราไม่มีข้อมูลเดิมเลยจู่ๆ มีอะไรแวบเข้ามา ในใจเราก็ไม่สามารถที่จะเชื่อมโยงความคิดได้ เพราะมนุษย์เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ จากการเชื่อมโยงสู่สิ่งที่คุ้นเคยในอดีต

ถ้าคุณเรียนเก่ง คิดคํานวณเก่ง เล่นดนตรีเก่ง ทํางานศิลปะเก่ง มี ความสามารถและทักษะที่ดี นั่นคือความสามารถเชิงสติปัญญา ที่เรามักจะ เรียกกันว่า ไอคิวสูง บางคนอาจให้นิยามว่า คนไอคิวสูงหมายถึงคนฉลาดใน เรื่องตรรกะเพียงอย่างเดียว ที่จริงนั้นคนที่เก่งศิลปะ เช่น การวาดรูป การเล่น ดนตรี การพูด หรือกีฬา ก็ต้องมีไอคิวสูงด้วย มิฉะนั้นพวกเขาจะไม่สามารถที่ จะแยกแยะความแตกต่างของสี ของรอยต่อขนาดเล็ก ของช่วงจังหวะที่คนอื่น สังเกตไม่พบ ของภาษาที่เหมาะสม ของการใช้แรงกําลังและจังหวะที่สอด คล้อง เป็นต้น สรุปแล้วก็คือ ผู้ที่มีไอคิวสูงสามารถที่จะจับความแตกต่าง ขนาดที่เล็กมากๆ ได้โดยคนอื่นๆ อาจมองไม่เห็นเลย

– Mind Mapping อาจแปลว่า การทําแผนที่ของใจ หรือที่จริงก็คือ การนํา ความคิดหลักมาแตกซอยย่อยเป็นกิ่งก้านสาขารอบความคิดหลักนั้น เช่น ถ้า คุณต้องการวิเคราะห์ว่า คุณจะทําแกงเขียวหวาน คุณก็จะต้องแยกย่อยว่า คุณจะต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดมันอย่างไร ที่จริงคุณสามารถแยกหัวข้อเรียง ลําดับลงไปได้ และแต่ละหัวข้อก็แยกย่อยซอยลงไปเรื่อยๆ เหมือนการจัด โฟลเดอร์ของคอมพิวเตอร์ ที่ทําเป็นรายการซอยย่อยลงไปเรื่อยๆ หรือเหมือน สารบัญของหนังสือเล่มนี้ที่คุณจะซอยย่อยลงไปให้ละเอียดสักเท่าไรก็ขึ้นอยู่ กับคุณแต่การใช้ Mind Map เพิ่มความสร้างสรรค์เข้ามาตรงที่การทําให้มัน เป็นรปภาพของการแตกกิ่งก้านสาขารอบๆ ตัว เพิ่มสีสัน เพิ่มสัญลักษณ์ ปภาพลงไปได้ ทําให้คุณสนุกสนานด้วยศิลปะและตรรกะพร้อมกันไปในตัว

ในแง่ของความเฉียบคมเชิงสติปัญญานี้ เรามักจะได้ยินการพูดถึงการ ทํางานของสมองซีกซ้ายและซีกขวา สําหรับคนที่ถนัดขวาแล้ว มีการศึกษา และพบว่า สมองส่วนที่อยู่ซีกซ้ายควบคุมการทํางานด้านตรรกะและคณิต ศาสตร์ เพราะมันมีขีดความสามารถในเชิงนี้ ส่วนสมองที่อยู่ซีกขวาความ การทํางานด้านจินตนาการ มันสามารถประกอบภาพใหม่ๆ ขึ้นมาให้เรา เข้าใจได้ควบคุมอย่างไรก็ตามสมองทั้งใบทํางานด้านตรรกะและศิลปะไปพร้อมๆ เพราะการจะเข้าใจด้านคณิตศาสตร์ได้ก็ต้องอาศัยจินตนาการ และกาง จินตนาการก็ต้องอาศัยเหตุผลบางประการด้วยเช่นกัน

บางคนเข้าใจว่าตนเองเก่งตรรกะแล้วไม่เก่งการจินตนาการ หรือเก่ง จินตนาการแต่ไม่เก่งตรรกะ ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่การที่คนซึ่งมีชื่อ เสียงด้านศิลปะมักไม่ค่อยโชว์ฝีมือด้านคณิตศาสตร์ หรือในทางกลับกันนั้น เกิดจากความเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้น ที่จริงแล้ว คนที่มีไอคิวสูงสามารถให้ ความสนใจของตนไปได้ทุกเรื่อง และหากมีการฝึกฝนพวกเขาก็จะเก่งได้

ทุกๆเรื่องเชื่อมั่นขึ้นเรื่อยๆ ว่าคุณเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าคุณเชื่อว่าอย่างไร คุณ ก็จะเป็นอย่างนั้น มันเป็นกรอบทางความคิดของคุณความเฉียบคมเชิงอารมณ์อารมณ์ไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้โดยไม่มีเหตุผล อารมณ์เกิดจากความ คิด ความคิดให้ความหมายของสิ่งต่างๆ ผ่านกฏเกณฑ์เชิงตรรกะบางอย่า ของคุณอย่างรวดเร็ว แล้วก็แปลงเป็นอารมณ์อันเป็นการสนองตอบจากตัว ให้ตัวเรารับรู้

ผู้ที่มีความเก่งในเชิงอารมณ์อันได้แก่ ใช้อารมณ์ให้เป็นประโยชน์แก่ตัว เองได้ในทุกสถานการณ์ หรือมีการปรับอารมณ์ให้ดีได้อย่างรวดเร็ว หรือรักษา อารมณ์ไม่ให้เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว ผู้นั้นย่อมต้องมีความเฉียบคมเชิงความคิด ด้วย เพราะอารมณ์เป็นผลพวงจากความคิด

แม้เราจะพูดว่าอารมณ์เป็นผลพวงจากความคิด แต่หลายๆ ครั้งเราก็ รู้สึกว่า อารมณ์ของเราเสียโดยไม่มีสาเหตุ เราคิดว่าเราไม่ได้คิด แต่จริงๆ ความคิดนั้นเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวแล้วระบบการทํางานอัตโนมัติของตัวเราก็ทาง มันแปลงเป็นอารมณ์ที่เป็นลบขึ้นมาทันที และหากเราปล่อยมันไว้เช่นนั้นมันไว้เช่นนั้นมันมีโอกาสที่ขยายตัวมากขึ้นกว่าเดิมอีกโอกาสที่อารมณ์ของเราจะแปรเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว ขึ้นอยู่กับ โปรแกรมที่คุณสร้างไว้ในระบบความคิดของคุณเอง โปรแกรมคือการทํางานที่ สอดคล้องเรียงร้อยกันดีคล้ายกับโปรแกรมของคอมพิวเตอร์

ขอบคุณรูปภาพจาก : Google

สามารถติดตามได้ ที่นี้ย่อหน้า


สื่อที่เกี่ยวข้อง