บทที่ 7 ยุทธศาสตร์ยกระดับ การทํางาน อย่างเข้มข้น

ยุทธศาสตร์ยกระดับ

บทที่ 7 ยุทธศาสตร์ยกระดับ การทํสําหรับหลักการและยุทธศาสตร์ในบท ที่แล้ว นั้นคือการฝึกสอนคนอย่างทั่วไปและเป็นการเตรียมการสู่การฝึกที่เข้มข้น ยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งโดยปกติแล้ว หากคุณไม่ได้มีความจําเป็นต้องฝึกพนักงาน ทุกคนให้เป็นผู้เยี่ยมวรยุทธ์ในวงการธุรกิจนั้นๆ การฝึกสองขั้นแรกดัง กล่าวไปแล้วก็จัดว่าเพียงพอ แต่หากคุณอยากฝึกว่าที่ผู้บริหารคนต่อไป หรือคนที่จะมานั่งเก้าอี้ระดับสูงแทนคุณได้ หรือการสอนลูกของคุณเอง ให้เปี่ยมพลังแบบไม่จํากัด การอบรมสร้างคนที่มีความสําคัญเช่นนี้ก็ ต้องใช้วิธีที่เข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีก เนื้อหาในบทนี้คือเรื่องราวที่คุณต้องอ่าน

ยุทธศาสตร์ยกระดับ

ยุทธศาสตร์ยกระดับ การทํางานอย่างเข้มข้น เพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดความผิดเกี่ยว กรด้วย คําหนักแน่น 3 ผมพูดเสมอว่าการใช้คําที่หนักแน่นจริงจังในการทํางาน สําคัญต่อระดับความสําเร็จของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิด พลาดในการทํางานขึ้น จําไว้เสมอว่าการพูดถึงปัญหาเสมอ เรื่องเล่นๆ จะทําให้พนักงานเห็นว่ามันเป็นเรื่องเล่นๆ ตาม ในเวลาต่อมาที่ทํางานแห่งนั้นก็จะหย่อนยานลงตามลําดับไม่ปฏิเสธว่าทุกวันนี้มีแนวคิดที่ว่าการทํางานที่ดี ควรมีอิสระ ใต้พนักงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เขาได้ปลดปล่อยไอเดียและพลังออกมา ตามธรรมชาติ หากมัวแต่ไปบังคับกะเกณฑ์ก็อาจเป็นการขวางพลังใน ตัวพนักงานได้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ หลักสูตรนี้เหมาะที่จะใช้กับพนักงาน ที่มีคุณภาพและเปี่ยมความรับผิดชอบ เป็นคนที่รู้งานและรู้ตนอย่างดี แต่ ให้บังเอิญว่าพนักงานในประเทศไทยที่เป็นชาวไทยส่วนใหญ่ มักติดโรค ชอบสบายเสียจนเคยตัว ดังคําที่ว่า “ทําอะไรดั่งใจคือไทยแท้” นี่คือคํา จํากัดความอุปนิสัยที่แท้จริงของพนักงานชาวไทย ในขณะที่หลักการ ปล่อยให้พนักงานได้ทําตามธรรมชาติของตนนั้น เป็นหลักสูตรที่ใช้ได้ ผลจริง แต่เป็นในต่างประเทศ อย่างประเทศญี่ปุ่นที่เขาฝึกคนตั้งแต่สมัย เรียนหนังสือให้เป็นมนุษย์ผู้เปี่ยมความรับผิดชอบ ดังนั้นการให้อิสระ สําหรับพนักงานญี่ปุ่นแล้ว คือ “อิสระที่จะทํางาน สร้างสรรค์ และ แบ่งเวลาสําหรับการทํางานกับการพักผ่อนตามแบบฉบับของ ตนเอง” แต่ทว่า เมื่อนําหลักสูตรดังกล่าวมาใช้กับพนักงานไทย มัน กลายเป็นว่าพวกเขามี

อิสระที่จะพักผ่อน ทํางานเมื่อไรก็ได้ จริงจังตอนไหนก็สุดแท้แต่กรณี และงานจะออกมาอย่างไรก็ไม่ต้องกังวลให้มากขอเพียงให้มีงานออกมาก็พอการพัฒนาคนให้ได้ผล คุณต้องนําเข้าประยุกต์ปรับใช้ให้เข้ากับคนไทย

หลักชั้นดีที่ได้ผลจากต่างประเทศบางครั้งก็ใช้ไม่ไ.. กับชาวไทย ดังนั้นหากคุณอยากพัฒนาคนให้ได้ผล คณ4 นวัตกรรมทางการสร้างคนใหม่ๆ แล้วประยุกต์ปรับใช้ให้เข้ากับคนๆ ด้วย ซึ่งธรรมชาติของคนไทยคือความรักสบาย ทําให้แนวทางที่เหมาะสม คือการจํากัดความสบายลงบางส่วน ให้พนักงานตระหนักถึงความจริงจัง ในการทํางาน ต้องมีกรอบระเบียบมาวางเพื่อสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ เหมาะสมสําหรับการเป็นยอดบุคลากรด้วย จําไว้ว่า กฎระเบียบมีไว้

สําหรับการขัดเกลาโดยเฉพาะเมื่อคุณจะเคี่ยวกรําใครก็ต้องใช้วิธีปล่อยตามสบายเมื่อพักผ่อนแต่ ตอนทํางานก็ต้องเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่มีการทําอย่างเล่นๆ และต้อง สอนให้คนรู้จัก “รักษาคําพูดของตน” ให้ดีที่สุด เช่น เมื่อกล่าวว่าจะ ทํางานเสร็จตามกําหนดวันที่เท่านี้ ก็ต้องทําให้ได้ตามนั้นไม่เช่นนั้นจะ ต้องได้รับการลงโทษโดยไม่มีการยกเว้น เรื่องคําพูดหรือคําสัญญาเป็น สิ่งที่สําคัญที่สุดในการทํางาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานในบริษัท เพราะ งานแผนกหนึ่งย่อมมีผลต่ออีกแผนกหนึ่ง หากงานหนึ่งงานได้เกด ก็ย่อมกระทบไปทั้งระบบ ดังนั้นความรับผิดชอบเรื่องกําหนดส่งงานจึงสําคัญ

การฝึกสอนให้พนักงานรักษาคําพูดก็ต้องสอนให้เข้า งานผิดจากวันที่กําหนดไปจะก่อให้เกิดอะไร และต้องรับผิด บ้าง อย่าปรานี้เด็ดขาด เพราะหากหย่อนหนึ่งครั้งก็จะมีคนแต่ละคนรู้จักกําหนดวันเสร็จงานให้เหมอกต้องสอนให้เข้าใจว่าการส่งต้องรับผิดชอบอย่างไร ซึ่งครั้งก็จะมีครั้งที่สองตามมา)2 จงานให้เหมาะสมอีกทั้งยังต้องสอนให้คนแต่ละคนรู้จักก

ลังของตน เช่น หากพนักงานคนหนึ่งรับงานไปวันนี้ ก็อาจ รโยนหน้าที่กําหนดวันส่งให้เขาเองเป็นผู้กําหนดโดยให้ประเมิน

เสามารถและความรับผิดชอบของตน เขาจะได้ฝึกวางแผนให้กับตนเองได้ด้วย

การมอบความรับผิดชอบในเรื่องการวางแผนงานให้กับเจ้า ตัวเป็นคนจัดการ จัดเป็นการฝึกฝนแบบเคี่ยวกรําที่ดีที่สุด เหมือน เวลาที่เด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ย่อมไม่มีอะไรที่จะฝึกให้เขาโตขึ้นได้ดีไป ว่าการมอบให้รับผิดชอบหน้าที่ เริ่มจากทีละอย่างๆ แล้วสักวันหนึ่งเขา ก็จะมีทักษะเพิ่มขึ้นจนสามารถจัดการระบบชีวิตตนเองได้อย่างมืออาชีพ ซึ่งของแบบนี้มันต้องฝึกฝนลงมือทําด้วยตัวเอง ทําบ่อยๆ จึงจะมีความ ชานาญขึ้นมาได้ และที่ขาดไม่ได้คือคนสอนสั่งสร้างคนก็ต้องหนักแน่น ส่วนตัวคนที่ได้รับการพัฒนาก็ต้องหนักแน่นไม่แพ้กัน มันถึงจะเกิดความงอกเงยเคียว กร์ด้วย ความล้มเหลว

กันว่าความล้มเหลวมักเป็นแรงผลักดันให้คนเดินทางไปสู่ วิจได้อย่างเร็วที่สุด นี่คือความจริงที่แทบจะเรียกว่าเป็นเชื้อ

มรุ่งเรืองของนักธุรกิจจํานวนมาก คุณลองไปอ่านศึกษา อเสียงหลายคนในปัจจุบันนี้ได้ แล้วจะพบว่าส่วนใหญ่ล้วน

ความสําเร็จได้อย่างเร็วที่สุด 1

เพลิงแห่งความรุ่งเรือง ประวัติคนมีชื่อเสียงหลาย”โตมาบนเถ้าถ่าและคราบน้ําตาของตนเองแทบช่นดาราสาวชาวเกาหลีคนหนึ่งที่ชื่อ จวน จี ฮุน ซึ่งผู้ตัวอย่างเช่นดาราส

ชมบ้านเราอาจคุ้นเคยเธอจากผลงานอย่าง My Sassy Girl ที่ทําให้เธอ โด่งดังไปทั่วเอเซีย และขณะนี้ก็กําลังมีผลงานระดับอินเตอร์รออยู่ แต่ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ากว่าเธอจะได้เป็นดาราระดับแถวหน้าเช่นนี้ เธอเคย โดนดูหมิ่นมาแล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่งในอดีตเธอพยายามทํางานในกองถ่าย ให้ดีที่สุด แต่กลับโดนผู้กํากับประจํากองกล่าวตําหนิอย่างรุนแรง พร้อม ตราหน้าว่าเธอไม่มีทางเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงได้หรอกคุณคิดว่ามีใครบ้างที่ประสบความสําเร็จรุ่งเรืองได้โดยปราศ

หรือความล้มเหลว.. ผมกล้าตอบเลยว่าไม่มี ทุกคนต้องประสบ โมงยามแห่งความขมขึ้นไม่มากก็น้อยในชีวิต กว่าจะพบกับสาระแห่ง ความสุขนั้นต้องผ่านกระบวนการขัดเกลาทางธรรมชาติ ซึ่งนั่นก็ ประกอบไปด้วยความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ความลําบาก บางรายก็ถึงกับไว้ เงินไร้ที่อยู่กว่าจะได้ตั้งตัวมีอนาคต หลายคนจึงมักมองอุปสรรคว่าเป็น ครูชั้นเลิศ หากไม่มีความลําบากแล้วเขาอาจไม่มีวันแห่งความสําเร็จก็ได้

ดังนั้นหลักสูตรการเคี่ยวกรําด้วยความล้มเหลวก็คือ เมื่อคุณคิด จะสร้างใคร ส่งเสริมใครให้ไปได้ดี มีอนาคตเปี่ยมพลังความ แข็งแกร่ง คุณต้องมอบวาระแห่งความล้มเหลวให้กับเขาได้ลอง สัมผัสดู เช่น การมอบภารกิจที่ยากและต้องอาศัยความรับผิดชอบ ให้เขาลองรับไปทําซึ่งถ้าจะให้ดีควรเลือกภารกิจที่ยากแบบพ ยากในระดับที่เขามีโอกาสทําสําเร็จสัก 50% ขึ้นไปเป็นอย เลือกภารกิจที่เขาไม่มีทางทําได้เลยเป็นอันขาด)

ภารกิจที่ยากแบบพอดีพอเหมาะ 0% ขึ้นไปเป็นอย่างน้อย (อย่าอย่าชมมากเกินไป พยายาม การณ์ที่เขาได้รับจากภารกิจดัง ยากยิ่งขึ้นไปอีก จนกระทั่งเขาต้อง

ทํางานให้สําเร็จได้ ว่าขาดไม่ว่าในกรณีใดๆ คําว่าอดออกไปเป็นอันขาด

ทีนี้เมื่อเขาทําสําเร็จก็ควรกล่าวชม แต่อย่าชมม เบนประเด็นไปที่การพูดคุยเรื่องประสบการณ์ที่เขา กล่าวแทน จากนั้นค่อยมอบภารกิจที่ยากยิ่งขึ้นไป ประสบพบกับความล้มเหลว ไม่สามารถทา แรกที่เขาล้มคุณต้องห้ามปลอบโยนเขาเด็ดขาด “ไม่เป็นไรไว้ทําใหม่ก็ได้” อย่าเพิ่งให้หลุดปาก เพราะเราต้องให้เขาได้สัมผัสกับรสแห่งความลง เขาได้จมอยู่กับมัน คุ้นเคยกับมัน

แล้วเมื่อหันมามองในปัจจุบัน เธอโด่งดังกว่าผู้กํากับรายที่กล่าว ตําหนิเธอนั้นเสียอีก ด้วยพลังแรงใจและความพยายามอย่างสูงสุดทารก เธอมุมานะ พยายามพัฒนาแนวทางการแสดงของตนเอง และยง ร่างกายให้ดูดีอยู่เสมอ จนบัดนี้ไม่มีใครในเกาหลีที่ไม่รู้จักเธออาพอพวกเขาเริ่มนําหลงกลับถูกปฏิเสธ

หรือเรื่องราวของนักดนตรีกลุ่มหนึ่งที่พยายามสร้างสรรค เพลงดี ๆ หวังว่าจะได้แจ้งเกิดกับเขาบ้าง แต่ทว่าพอ เพลงและแนวดนตรีของวงตนเองไปเสนอต่อค่ายเพลงกลับ อย่างไม่มีเยื่อใย ซ้ํายังได้รับคําปั่นทอนกําลังใจว่า “ศ พวกคุณไม่เข้าท่า และอีกอย่างนะ ยุคแห่งวงดนๆ เป็นหลักน่ะกําลังจะหมดไปแล้ว” วงดนตรีที่ผมพูดถึง บีทเทิลส์ หรือ สี่เต่าทองที่จนปัจจุบันก็ยังเป็นตํานาน หนักและไม่ยอมแพ้หลังจากได้รับคําหมิ่นกําลังใจในค

ภาลังใจว่า “เสียงเพลงของ คแห่งวงดนตรีที่เล่นกีตาร์ครที่ผมพูดถึงมีชื่อว่า เดอะ เป็นตํานานไม่สร่างซา เขาฝึก

ลังใจในครานั้น และเขาก็กลายเป็นหนึ่งในเวลาต่อมา



ขอบคุณรูปภาพจาก : Google

สามารถติดตามได้ ที่นี้ย่อหน้า


สื่อที่เกี่ยวข้อง