บทที่ 6 ยุทธศาสตร์ สร้างคนแบบเข้มข้น

บทที่ 6 ยุทธศาสตร์ สร้างคนแบบเข้มข้น

ยุทธศาสตร์ สร้างคนแบบเข้มข้น แล้วผมได้นําเอาแนวทางการสร้างคน แบบต่างๆ มานําเสนอ ซึ่งในบทนี้จะเป็นการสร้างคนที่มีดีกรีความเช้ง เพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นแนวทางการสร้างคนแบบหา ผลเลยก็ว่าได้ แต่ก็ต้องทําความเข้าใจด้วยว่าการสร้างคนให้ดีอย่างหวัง ผลได้นั้นต้องใช้เวลานานพอสมควร

ยุทธศาสตร์ สร้างคนแบบเข้มข้น

ยุทธศาสตร์ สร้างคนแบบเข้มข้น ซึ่งหากจะทําให้ครบขั้นตอนก็ต้อง ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี หรือถ้าอย่างมากก็อาจถึง 3 ปีเลยทีเดียว เนื่องจาก นี่จะเป็นหลักสูตรการสร้างคนแบบเข้มข้น มีขั้นตอนที่เยอะและซับซ้อน มันอาจยุ่งยากสําหรับหลายคน แต่ในทางปฏิบัติแล้วนี่คือการสร้างคนที่ ได้ผลอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการเจาะลึกลงไปดึงเอาความสามารถของ

คนผู้นั้นออกมาได้อย่างเต็มความสามารถของเขาเหมาะสําหรับการสร้างพัฒนาคน กาการลงทุนฝึกสอน หรือเหมาะจะนําขอจํากัดสําหรับการสร้างคนแบบเข้มข้นนี้คือ เมท สําหรับ การสร้างคนทีละมาก ๆ แต่เหมาะจะสร้างคนเป็นราย เดี่ยวหรือไม่ก็กับคนกลุ่มเล็ก ๆ จึงเหมาะสําหรับการสร้าง ที่คุณเห็นแววว่าดีมีอนาคตคุ้มค่าแก่การลงทุนฝึกสอน

ปรับใช้กับธุรกิจขนาดเล็กที่มีพนักงานไม่มาก และพอจะดูแลกันได้ ทั่วถึง หรือนําไปประยุกต์ใช้สร้างลูกหลานของคุณเองก็ย่อมได้ อย่าลืม ว่าลูกหลานหรือเยาวชนทั้งหลายก็คือบุคคลที่ต้องได้รับการสร้าง พัฒนา และขัดเกลาเช่นเดียวกัน หากว่าคุณคือพ่อแม่หรือมีอาชีพเป็นครู อาจารย์หลักการสร้างคนสูตรนี้ก็เหมาะอย่างยิ่งสําหรับทําการศึกษา เพื่อเรียนรู้ไว้

วันแรกสังเกต คุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ค น

ขั้นแรก คือคุณต้องสังเกตความเป็นคนขยันมากน้อยแค่ไหน หากเป็นคนมีความสามารถหรืออยากพัฒนาตนเอง ก็เริ่มขั้นตอนต่อไป ได้ไม่ยาก แต่หากคุณพบว่าคนที่คุณจะสร้างนั้นเป็นคนสองจําพวก ต่อไปนี้ ก็ต้องมีการใส่ใจเป็นพิเศษสักหน่อย ได้แก่ คนที่ไม่มีความ มั่นใจในตนเอง กับคนที่มีความเกียจคร้าน ขาดความขยันอย่างรุนแรง

สําหรับคนที่ขาดความมั่นใจ ก็มักจะมีสาเหตุมาจากหลายทางหาก ไม่ใช่เพราะการเลี้ยงดูที่ประคบประหงมเกินเหตุ หรือไม่ก็มีพ่อแม่ที่ ชอบบังคับเป็นหลักตั้งแต่สมัยวัยเด็ก ก็อาจเกิดจากในอดีตตนเคยทําสิ่ง ผิดพลาด จนส่งผลให้ระดับความมั่นใจลดลงไป เป็นคนไม่กล้าอะไรด้วย ตนเอง เพราะตราบาปความผิดหวังในอดีตยังคงฝังใจ

คนลักษณะนี้จึงต้องเพิ่มที่ความมั่นใจเป็นหลัก (จําไว้ว่าอย่า ให้การดูว่าอย่างรุนแรงเป็นอันขาด เพราะมันจะทําให้เขาถอยหนีมากกว่าจะเกิดแรงยึด) ต้องค่อยๆ พูดเสริมกําลังใจว่าเขา ความจริงที่ว่าทุกคนในโลกนี้หากมีความพยาย เข้าสักวัน คุณอาจเอาประวัติชีวิตของคนที่ล้มลุกพูดเสริมกําลังใจว่าเขาทําได้ ยืนกราน ในโลกนี้หากมีความพยายามย่อมพบความสําเร็จ

วัติชีวิตของคนที่ล้มลุกคลุกคลานมานาน กว่าจะได้ความสําเร็จอันหอมหวานมาในครอบครอง มอบให้เรา ได้อ่านเพื่อฟื้นฟูกําลังใจ ตัวอย่างคนที่ล้มแล้วลุกได้ก็มีทั่วไปทั้งใน ประเทศไทยและในต่างประเทศ อันที่จริงแล้วผมต้องบอกว่า ไม่มีคนที่ รวยหรือประสบความสําเร็จคนไหนที่ยืนหยัดได้ในปัจจุบันนี้โดยปราศจากรอยแผลจากอดีต ทุกคนล้วนต้องเคยล้มมาก่อน ถึงจะเรียนรู้ จากการล้มนั้น แล้วความสําเร็จค่อยตามมาในภายหลัง

วิธีการเพิ่มความมั่นใจก็คือ ต้องให้เขาค่อย ๆ สัมผัสความสําเร็จ โดยเริ่มจากความสําเร็จเล็กๆ คุณต้องมอบหมายงานที่ไม่ยากเกินไป แต่ ก็ต้องไม่ง่ายจนเกินเหตุ) ให้เขาลองไปทํา จงเลือกงานที่เขาจะทําได้ สําเร็จแน่นอน จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มระดับงานไปเรื่อยๆ ให้เขาเคยชิน กับความสําเร็จที่ละน้อย ซึ่งระดับความมั่นใจของคนมักแปรผันตรงกับ

ความสําเร็จที่เขาได้รับ ยิ่งทําได้จะยิ่งมั่นใจส่วนคนที่เต็มไปด้วยความเกียจคร้าน ชอบนอนไปวันๆ 5 ยาวซ้ํายังชอบหนีปัญหา ยอมแพ้ต่ออปสรรคอย่างง่ายดาย ต้องทําการปรับปรงลดตัวขี้เกียจ ก่อนเข้าคอร์สเพิ่มศักยภาพ ลักษณะนี้นี่เองที่ต้องใช้วิธีการ “ติเพื่อก่อ” อย่างรุนแรงเบาคร้าน ชอบนอนไปวันๆ สันหลัง ออุปสรรคอย่างง่ายดาย คนแบบนี้ก็เพิ่มศักยภาพ ซึ่งกับคน “อย่างรุนแรงเป็นตัวช่วย แต่

คนผู้นั้น เอาสิ่งที่อย่าลืมหลักการที่ถูกต้องว่าเราต้องว่าที่พฤติกรร เขาทําผิดยกขึ้นมาเป็นเรื่องให้คุณกล่าวคําตาเห้คุณกล่าวคําตําหนิ บางครั้งอาจต้อง4. เสียบ้าง หรือต้องกล่าวดว่าต่อหน้าพนักงานคนอื่นๆ ซึ่งวิธีหลังนี้ ควรใช้ในกรณีที่การเรียกไปว่าตักเตือนแบบตัวต่อตัวใช้ไม่ได้ผล

แต่ขั้นตอนที่สําคัญถัดจากการด่าว่าอย่างรุนแรงแล้ว คุณต้องตบท้ายด้วยการอธิบายและสอนแนวทางที่ถูกต้องให้เขาได้เดินตาม และ เพดด้วยว่าคุณไม่ได้มีความไม่พอใจส่วนตัวกับเขา แต่สิ่งที่ให้ต้องตําหนิ ก็เพราะการกระทําของเขานั่นเอง และการดุว่าก็ทําไปด้วยความหวังดี ทั้งต่อตัวเขาเองและองค์กร เพราะหากเขาทํางานถูกต้องก็ย่อมเกิดผลดี ต่อองค์กร และเกิดผลดีต่อตัวเขาในภายหน้า กรณีที่เขาคิดจะออกไป ทํางานที่อื่น คุณก็จะได้กรอกใบประวัติของเขาได้อย่างสวยงาม ไม่ใช่ ต้องหาโกหกหรือต้องมาตําหนิรุนแรงผ่านใบประวัติยามสําเป็น

ยิ่งไปกว่านั้นคุณต้องบอกความจริงในสังคมการทํางานให้เขาได้ ทราบ ในกรณีที่เขาเอาแต่คิดว่าถ้าทํางานที่นี่ไม่ได้ก็จะไปหางานที่อื่นทํา คุณต้องชี้แจงว่าไม่มีบริษัท ห้างร้าน หรือแม้แต่ร้านอาหารแห่งไหนจะ รับคนที่ด้อยประสิทธิภาพ ยกเว้นงานที่ต้องใช้แรงหนักกว่าเงินเดือนต่ํา ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวน ไม่แน่นอน

ซ้ําร้ายยังมีแนวโน้มไป ในทางไม่ดีเช่นนี้ ทุกแห่งย่อมต้องการพนักงานที่มีคุณภาพทํางานคุ้ม เงินเดือน ดังนั้นหากพนักงานรายไหนยังทํางานแบบขอไปที ไม่มีความ คงเจ สักวันหนึ่งก็ต้องถูกเชิญออกและต้องเผชิญกับความลําบากอย่าง ไม่ต้องสงสัย เพราะจะไม่มีใครรับเข้าทํางานอีกคนที่เกียจคร้านต้องใช้การพูดที่รุนแรงกับแรงจูงใจที่ง มักจะได้ผลที่สุดสําหรับมนุษย์นั้นคือ แรงจูงใจเพื่อความ ใครอยากลําบากหรืออยากตายก่อนวัยอันควร ดังนั้นการ เกียรติยศชื่อเสียง เงินทอง หรือความก้าวหน้าเข้าล่อ กับบุคคลเหล่านี้ แต่ต้องใช้

แรงกับแรงจูงใจที่รุนแรงและ รงจงใจเพื่อความอยู่รอด ไม่มีรายก่อนวัยอันควร ดังนั้นการด่าทอแล้วก็ใช้ เงินทอง หรือความก้าวหน้าเข้าล่อมักไม่ค่อยได้ผล“ความลําบาก”กับ “อนาคตที่ไม่มีความสบาย”เป็นตัวกระตุ้นหลัก แล้วมันจะค่อยๆ เกิดแรงผลักดันให้เกิดความ ขยันขึ้นมาได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาและความอดทนมากอยู่สักหน่อย เพราะ คนลักษณะขี้เกียจนี้ได้ชื่อว่าเร้าให้เกิดความมุ่งมั่นได้ยากที่สุดตัวอย่างเกลี่ยดิน หากคุณอยากให้ผล เห้กับคุณอย่างสูงสุด

ในขั้นแรกนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการปรับพื้นฐานคนที่เรากําลัง จะปรับเปลี่ยน เสริมสร้าง เพิ่มพูนความสามารถกับทักษะใหม่ๆ ตัวเขา มันก็เหมือนทุกๆ การปรับที่เราจะต้องมีการเตรียมการ ๆ เช่น เมื่อคุณจะทําการปลูกพืชในที่ดินว่างเปล่าแห่งหนึ่ง การเก ไถกลบหรือสํารวจหน้าดินเบื้องต้นก็เป็นสิ่งจําเป็นหากคุณอย ของพืชพันธุ์นั้นออกมาได้อย่างสวยงามและทําเงินให้กับคุณ



ขอบคุณรูปภาพจาก : Google

สามารถติดตามได้ ที่นี้ย่อหน้า


สื่อที่เกี่ยวข้อง