เดินตามความศรัทธา

เดินตามความศรัทธา

เดินตามความศรัทธา คุณเป็นผู้ประกอบการแบบไหน ?

เดินตามความศรัทธา

1. แบบไม้ยืนต้น :ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์ให้เติบใหญ่ มีคุณค่า ให้ร่มเงาต่อสังคมรอบข้าง แข็งแรงและอยู่ได้เป็นร้อยๆ ปี ต้องการสร้างผลลัพธ์สู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ onnuoprie เดินตามความศรัทธา คุณเป็นผู้ประกอบการแบบไหน ?

2. แบบไม้พุ่มเตี้ย :ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์ให้ตัวเองเติบโต มอง ตนเองเป็นหลัก ไม่ต้องใหญ่มาก แต่ไปได้เรื่อยๆ

3. แบบไม้าอกไม้ประดับ :ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์ แบบตามกระแส ชอบตามคนอื่น ไม่ค่อยอดทนกับการรอคอย ต้องการเห็นผลลัพธ์ เร็วๆ

4. แบบไม้กระถาง :ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์ แต่ชอบเปลี่ยนป. เมื่อวิธีนี้ก็เปลี่ยน ถึงขันเบื่อธุรกิจก็เปลี่ยน

ข้อ 2 แล้วถ้าเลือกได้ คุณอยากเป็น แบบไหน ?

ข้อ 3 อะไรที่ทําให้เกิดความแตกต่างของ ต้นไม้แต่ละประเภท ?

คําตอบก็คือ“ความศรัทธา ในการดําเนินธุรกิจ”แน่นอนครับผลลัพธ์ที่แบรนด์สง่างามแบบต้นไม้ใหญ่ ยืนต้นตระหง่านย่อมเป็นสิ่งที่เราต้องการเสมอ แต่ทําไมหลาย คนทําไปแล้วท้อ ทําไปแล้วเลิกกลางคัน ทําไปแล้วไม่สามารถ สร้างทีมที่ดีได้

ครั้งหนึ่ง แจ็ค หม่า แห่งอาลีบาบา ผู้ซึ่งเป็นนักธุรกิจแห่งยุค คนหนึ่งที่โลกต้องจารึก เคยโดนปรามาสว่า “คุณก็แค่เป็นคนที่ โฆษณาชวนเชื่อเก่ง จริงไหม ?”

สิ่งที่ แจ็ค หม่า ตอบก็คือ“ผมไม่ใช่คนแบบนั้น แต่ผมเป็นคนที่ ศรัทธาแรง กล้า ผมมองเห็นอนาคตแล้วมุ่งมั่น แล้วก็บอก กล่าวต่อคนรอบข้าง นั่นเรียกว่าศรัทธาต่างหาก”

คนฟังปรบมือกันสนั่นทีเดียว การสร้างแบรนด์ให้เป็นสินทรัพย์นี้ เป็นเรื่องที่คุณต้องใช้ พลังศรัทธา ความเชื่อของคุณ ทบทวนแล้วหาให้เจอแล้วนํา เรื่องนั้นมาบอกกล่าว ไปเรื่อย ๆ ลงมือทํา โดยไม่ลังเล นั่นแหละ เป็นการขุดศักยภาพของคุณออกมาเพื่อสร้างแบรนด์ได้อย่าง แท้จริง

ดังที่เราเห็นกันว่ามีตัวอย่างความสําเร็จของธุรกิจมากมาย ที่มีแผนธุรกิจที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่พลังศรัทธาแรงกล้าจน เหนือกว่าคู่แข่งและฝ่าด่านเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภคได้เป็นผล สําเร็จ

การสร้างแบรนด์ หรือการสร้างธุรกิจ สิ่งที่ทุกคนต้องเจอ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ปัญหา แต่ใครที่มีศรัทธาที่แรงกล้าจะ สามารถเปลี่ยนปัญหาเป็นปัญญาได้ เพราะความท้อแท้เกิดขึ้น ได้เสมอระหว่างทาง

ลองถามตัวเราเองนะครับ ว่าเราเองเริ่มต้นทําธุรกิจนี้ สร้าง แบรนด์นี้ จากเพียงแค่เห็นโอกาส หรือเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทํา ถ้า คุณจะเป็นแบรนด์ที่ประสบความสําเร็จอย่างยิ่งใหญ่ จนคนทั่ว ประเทศทั่วโลกต้องลุกขึ้นปรบมือชื่นชม การสร้างแบรนด์ที่มาก กว่าการขายสินค้า แต่เป็นแบรนด์ที่ส่งมอบคุณค่าให้กับคนหมู่ มากยิ่งมากยิ่งดี

หลายคนพอฟังที่ผมพูดมาแล้วบางครั้งก็เกิดความกลัวขึ้นมาในใจว่า เราไม่ต้องยิ่งใหญ่มากก็ได้ เราอยากทําอะไรเล็กๆผมอยากบอกว่ามันคนละเรื่องกับคําว่า “ทําในสิ่งที่มีคุณค่าต่อผู้คนจํานวนมาก”

แนวคิดแห่งความศรัทธาในการสร้างธุรกิจ คือคุณศรัทธา สิ่งที่ทําว่าเป็นสิ่งที่ดีงามมากแค่ไหนต่างหาก แต่การจะทําเล็กหรือใหญ่เราเลือกได้ครับ

แบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพราะคุณอาจมองแค่เห็น โอกาสใหม่ๆ คุณก็อาจเป็นเพียงนักเก็งกําไรแต่เมื่อโอกาสนั้นหมดไป ความมุ่งมั่นคุณก็หมตามไปด้วย

ในทางกลับกันถ้าแบรนด์เรา ถูกก่อกําเนิดมาจากการเห็น คุณค่า พร้อมกับโอกาสใหม่ๆ เมื่อคุณเริ่มพบปัญหา และ โอกาสนั้นเริ่มลดลง เราจะผ่านปัญหาไปได้ ด้วยแรงศรัทธาและ เห็นว่าสิ่งที่ทํามีประโยชน์ต่อผู้อื่น

แบรนด์ที่มาจากโอกาสทางการตลาดเพียงอย่างเดียวกับที่มาจากแรงบันดาลใจที่เปี่ยมด้วยศรัทธาของผู้ก่อตั้ง เค้าเหมือนกัน แต่ความสําเร็จแตกต่างกันอย่างแน่อนถึงแม้สินค้าเหมือนกัน แต่

ตัวอย่างหนึ่งที่น่ายกย่องมากๆ คือ อิวา คัมปราด ผู้ก่อตั้ง แบรนด์ IKEA ที่ครั้งหนึ่งเคยเจอปัญหาที่ภาครัฐในสวีเดนออก กฏไม่ให้ Supplier ส่งสินค้าให้ IKEA เนื่องจากขายสินค้าใน ราคาถูกเกินไป และถูกเพื่อนร่วมวงการผลิตเฟอร์นิเจอร์รุม ต่อต้าน

แต่ด้วยพลังความศรัทธาต่อวิสัยทัศน์ ของแบรนด์ที่ว่า “IKEA จะเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ชีวิตของคนให้ดีขึ้น ด้วยราคาที่ ย่อมเยากับการออกแบบที่เป็นเลิศ”

จึงทําให้ IKEA ไม่ยอมแพ้และหาทางแก้ไขสถานการณ์ อันยากลําบากช่วงนั้นมาได้ และทําให้คนทั่วโลกยังสามารถซื้อ สินค้าตกแต่งบ้านด้วยราคาที่ย่อมเยาตามเป้าหมายของตัวเอง ได้ต่อไปและดีกว่าเดิมอีกด้วย อย่าลืมว่าด้วยพลังศรัทธาอัน แรงกล้าจะทําให้เราเป็นอย่างที่เราคิด

ลองถามตัวเอง ว่าคุณมีศรัทธากับสิ่งที่คุณทําแค่ไหน ?

คุณเห็นภาพความสําเร็จ ?

เห็นเสียงหัวเราะของทีมดังแค่ไหน ?

คุณตะโกนสุดเสียงได้ถึงไหน ?

นั่นแหละคือเคล็ดที่ไม่ลับของแบรนด์ที่เป็นสินทรัพย์ สําหรับคุณ



ขอบคุณรูปภาพจาก : Google

สามารถติดตามได้ ที่นี้


สื่อที่เกี่ยวข้อง