แผนการเงิน คือ อีกเข็มทิศที่ขาดไม่ได้

แผนการเงิน

แผนการเงิน คือ อีกเข็มทิศที่ขาดไม่ได้ ก่อนจะรู้ว่าต้องใช้เงินเท่าไร

แผนการเงิน

แผนการเงิน คือก่อนจะรู้ว่าต้องใช้เงินเท่าไร เราต้องมองก่อนว่าเราจะได้ Return กลับมาเป็นอะไรบ้าง ยอดขายและมูลค่าแบรนด์ จากประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายๆแบรนๆแบรนด์ หลายแบรนด์มักจะลืมการนําแผนกลยุทธ์แบรนด์ ลงไปถึงเรื่อง จะเก็บดอกเก็บผลการสร้างแบรนด์ที่ถูกต้องนั้น มีขึ้นเพื่อ การพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขัน ซึ่งนั่น หมายถึงการเพิ่มศักยภาพการทํากําไรให้กับ ธุรกิจนั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่ต้องดําเนินการ คือ หลังจากจัดทํากลยุทธ์แบรนด์เบื้องดินเป็นที่เรียบร้อย เราต้องนําไปเปรียบเทียบระหว่างการสร้างรายได้แบบเดิม และแบบใหม่หลังจากกลยุทธ์แบรนด์และธุรกิจเรา

ออกมาเป็นที่เรียบร้อยผมย้ำเสมอว่าความคิด ในการสร้างธุรกิจสมัยนี้สําคัญมาก สิ่งเหล่านี้เป็นเข็มทิศที่มีไว้ให้เราก้าวเดินอย่างถูกต้องก่อนลงมือทําแต่ผู้ประกอบการไทยจํานวนมากชอบทําในสิ่งที่ตรงกัน ข้ามชอบทําตามใจแบบของตัวเอง ทําตามสิ่งที่เคยชิน และชอบ ลุยไปก่อน แล้วค่อยมาแก้ไขที่หลัง ซึ่งทําให้ธุรกิจในประเทศเรา ไม่สามารถสร้างแบรนด์ไปสู่ระดับสากลได้มากเท่าที่ควรกลยุทธ์การสร้างแบรนด์เป็นเรื่องแนวคิดขององค์กร

ซึ่ง เป็นเข็มทิศที่สําคัญ แผนการเงิน และเมื่อสรุปมาเป็นที่เรียบร้อย เราถึงต้อง รวบรวมเป็น คู่มือการดําเนินการ ของเรา หลังจากได้คู่มือออก มาแล้ว ผมพบว่าสิ่งที่มักเป็นข้อผิดพลาด คือ การที่เราไม่ลงมือ ทําตามทิศทางใหม่ที่ออกมา บ้างก็ลังเลกับข้อมูลตั้งแต่ขั้นวิจัย ถึงขั้นวนไปวนมาว่าจํานวนตัวอย่างพอไหม น้อยไปไหม โดยที่ ไม่ได้เข้าใจถึงการวิจัยในรูปแบบเชิงคุณภาพที่มีประโยชน์มาก

สําหรับการหา Insight ของผู้บริโภค และในที่สุดก็กลับไปทํา ตามสิ่งที่ตนเองคิดแบบเดิมๆส่วนปัญหาอีกเรื่องที่พบมาก คือ การไม่วางแผนทางการเงินล่วงหน้า และ มองว่างบประมาณทางด้านการสร้างแบรนด์ เป็นเรื่องรายจ่าย ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนแนว ความคิดนี้กันยกใหญ่ที่เดียวตัวอย่างครั้งหนึ่งที่ สตีฟ จ็อบส์ ผู้สร้างแบรนด์ Apple ให้ ทะยานขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกแซงหน้าทั้ง IBM, ไมโครซอฟต์, Sony, Samsung หรือค่ายเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมาย

การที่ท่านมีเข็มทิศ แล้วไม่ออกเดินทางก็ไม่มีประโยชน์และการที่ท่านจะออกเดินทางสู่การเป็นแบรนด์ที่ประสบความสําเร็จในยุคนี้ที่สื่อมีช่องทางที่หลากหลายขึ้น เราต้องมีถิ่นในการใช้สุนทรียภาพทางความคิดสร้างสรรค์มาช่วยส่งแบรนด์ เราให้สามารถจุดพลได้และผ่าน Brand Milestone 1 ได้อย่างเรียบร้อยสง่างามการสร้างแบรนด์ มีวัตถุประสงค์ ที่ สัมพันธ์กับกาารตลาด, การเงิน และการ ขยายของยอดขายและกําไรอย่างแยกกันไม่ออก

วัตถุประสงค์การสร้างแบรนด์ เพื่อสร้างยอดขายให้กับ องค์กร มี 4 กลุ่มได้แก่ – การสร้างแบรน์เพื่อขยายสินค้าและบริการ เดิมให้กับลูกค้ากลุ่มเดิม(ก็คือแย่งยองขายมา จากแบรนด์อื่น) > การสร้างแบรนด์เพื่อขยายสินค้าและบริการ ใหม่ให้กับลูกค้ากลุ่มเดิม > การสร้างแบรนด์เพื่อ ขยายสินค้าและบริการ เดิมให้กับลูกค้ากลุ่มใหม่

– การสร้างแบรนด์เพื่อ ขยายสินค้าและบริการ ใหม่ให้กับลูกค้ากลุ่มใหม่วัตถุประสงค์ การสร้างแบรนด์ในแต่ละกลุ่มนั้น จะมีการช่องทางการสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น ต้องอาศัยไอเดีย ที่สุดใหม่ควบคู่ไปด้วยที่เราจัดทํานั้น อย่าไปยึดติด กับแบบเดิมๆ ที่ใช้หลักการอ้างอิงจากคู่แข่ง หรืออ้างอิงจากสิ่งที่เป็นอยู่ในตลาดมาก เกินไป

การสร้างแบรนด์ทั่วไปท่านก็คิดว่าแผนการขาย > ในร้านค้าปลีก หรือเปิดร้านเอง ใช้เงินลงทุน > ในการทําสื่อโฆษณา , ตกแต่งร้านจากการขายปลีก ต้องแบ่งรายได้ให้กับ เจ้าของร้านค้าปลีก เป็นต้นรายได้ >ซึ่งทุกคนพอกางแผนที่ทํา Financial Projection นั้น ก็ออก มาเหมือนกัน ไม่มีอะไรแตกต่าง แต่เคสเดียวกันนี่แหละถ้าเรา

สร้างสรรค์กลยุทธ์ที่ดีลองคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ดู แผนการขาย > สร้างรถเคลื่อนที่ ตกแต่งให้เหมือนบ้านจําลองใช้เงินลงทุน > ตกแต่งรถเพื่อใช้เป็นสื่อโฆษณาและร้านเคลื่อนที่ รายได้ > ขายปลีกและขายบริการSolutionทั้งระบบไม่ต้องแบ่งรายได้ให้กับเจ้าของ

ร้านค้าปลีก ได้กําไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าซึ่งกรณีนี้เป็นเคสจริงที่เกิดขึ้นจริงที่สหรัฐอเมริกา จากแบรนด์ กล้องวงจรปิดเล็กๆ ที่ใช้กลยุทธ์ที่แตกต่าง แต่สามารถทําเป็นแบรนด์ที่สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และล้มแบรนด์ ใหญ่ๆ ได้ในที่สุดสิ่งที่จะต้องตอบให้ได้คือสร้างแบรนด์ไปแล้วต้องใช้เงินเท่าไร ?

การวางแผนทางการเงิน ต้องแบ่งอิง ตามวัตถุประสงค์ในการขยายสินค้าและบริการที่ได้กล่าวไปโดยแบ่งเป็นกรณี คร่าว ๆ ดังนี้

รายได้จะมาจากไหนช่องทางไหนบ้าง ? กําไรก่อนทํากับหลังทํา เพิ่มขึ้นกี่ % ?นี่คือสิ่งที่ต้องมองภาพได้ชัดตั้งแต่แรกๆ ถ้าออกมาแล้วไม่ ลงตัว เราต้องทําจนกว่าจะตอบตัวเองได้ แล้วค่อยเดินหน้าใน การลงงบในการสร้างแบรนด์ต่อไปหลักคิดทาง

การวางแผนทางการเงิน ในการสร้างแบรนด์นั้น เราต้องมาลองตั้งโจทย์ จากแค่การตั้งกําไร ขาดทุน รายปี ซึ่งหลายๆ องค์กรทําอยู่แล้ว ซึ่งลักษณะนี้งบที่ใช้ในการสื่อสารหรือนําเสนอแบรนด์มักมีหลักคิดมาจากสัดส่วนของ แบรนด์ ยอดขาย เช่น 3%, 5%, 7% ขอยอดขาย ซึ่งวิธีคิดการตั้งงบ ประมาณ ลักษณะนี้อาจใช้ไม่ได้ทุกๆ ครั้ง สําหรับการสร้างแบรนด์สร้างแบรนด์นั้น

การวางแผนทางการเงิน ต้องแบ่งอิง ตามวัตถุประสงค์ในการขยายสินค้าและบริการที่ได้กล่าวไปโดยแบ่งเป็นกรณี คร่าว ๆ ดังนี้

กรณีที่ 1 >การสร้างแบรนด์เพื่อขายสินค้าและ บริการเพิ่มให้กับลูกค้ากลุ่มเดิม (ก็คือแย่ง ยอดขายมาจากแบรนด์อื่น)สถานการณ์นี้ เป็นการแข่งขันกันเข้าถึงลูกค้า ซึ่งเราต้องไป แย่งส่วนแบ่งต“ ในสถานการณ์นี้ส่วนมาก ความสําเร็จขึ้นอยู่กับการที่แบรนด์ใครนําเสนออะไรได้โดนใจกว่ากัน”สิ่งที่เป็นตัววัawลลัพธ์ ROI ( Return on investment ) : สําหรับวัตถุประสงค์ข้อนี้มักจะเป็นยอดขายที่เพิ่มขึ้น – มูลค่าแบรนด์ มีคนรู้จักเรา สนใจ นึกถึงเป็นแบรนด์แรก ๆ หรือไม่สิ่งที่ท่านต้องลงทุน ( Investment )

กรณีที่ 2 >การสร้างแบรนด์เพื่อขายสินค้าและ บริการใหม่ให้กับลูกค้ากลุ่มเดิมสถานการณ์นี้ เป็นการเพิ่มยอดขายและมูลค่าแบรนด์ โดย การพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ให้กับลูกค้าที่เรามีอยู่เดิม แต่ อาจมีความต้องการที่เปลี่ยนไป หรือเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสินค้าและ บริการเดิมไม่เพียงพอต่อความต้องการ

จึงทําให้จําเป็นต้องพัฒนาแบรนด์ ควบคู่ไปกับการสร้าง ยอดขายในกลุ่มลูกค้าที่มีกําลังซื้อในกลุ่มเดิมเช่นสินค้าที่ Apple ขายให้เรา คือ คอมพิวเตอร์ เมื่อเราซื้อเราเป็นลูกค้าของแบรนด์นี้ เมื่อวันเวลาผ่านไป Apple เสนอสินค้าใหม่ให้กับสาวกเดิมของ Apple ได้แก่ ตระกูลไอ ทั้งหลาย iPod, iPad, iPhone, iMac เป็นต้นสิ่งที่เป็นตัววัgwลลัพธ์ ROI (Return on investment ) : สําหรับวัตถุประสงค์ข้อนี้มักจะเป็น- ยอดขายที่เพิ่มขึ้น – มูลค่าแบรนด์มีคนทราบถึงกลุ่มสินค้าของเราที่เพิ่มขึ้น และรู้สึกว่าแบรนด์เราให้ประโยชน์ กับเขามากขึ้นหรือไม่สิ่งที่ท่านต้องลงทุน ( Investment ) –

กาาผลิตไม่จําเป็นต้องซื้อเครื่องจักรหรือขยายทีมอาจ Dะหา Outsource ที่ไว้วางใจได้ มาช่วยเราwลิต แต่เราทํา หน้าที่ Research and Developmentกรณีที่ 3 >ขายสินค้าและ การสร้างแบรนด์เฟือ บริการเพิ่มให้กับลูกค้ากลุ่มใหม่สถานการณ์นี้ เป็นการเพิ่มยอดขายและมูลค่าแบรนด์ที่ สินค้าและบริการเดิมยังมีคุณสมบัติที่ดีและโดดเด่นน่าสนใจอยู่ แล้ว ซึ่งยังไม่จําเป็นต้องพัฒนาสินค้าและบริการอะไรใหม่มากนักหรืออาจมีข้อมูลที่เราพบในตลาดว่าสินค้าและบริการเรานั้น

นอกจากเป็นที่ต้องการของกลุ่มเป้าหมายเดิม ยังมีกลุ่มใหม่ๆ ที่ อาจต้องการสินค้าและบริการนี้เช่นเดียวกัน“ ถ้าว่ากันตามเทคนิคทางการตลาดอาจเป็น สินค้าและบริการที่ยังมีวงจรสินค้าที่ไปต่อได้ และในอุตสาหกรรมนี้อาจจะเป็นตลาดที่วงจรชีวิตของสินค้ายาว ”ลองเปรียบเทียบดูระหว่างสินค้าทางเทคโนโลยีกับสินค้าใน อุตสาหกรรมก่อสร้าง สินค้าในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เช่น เทียม มีวงจรชีวิตสินค้ายาวกว่า คอมพิวเตอร์บางรุ่นเสยอกกรณีที่ 3 >ขายสินค้าและ การสร้างแบรนด์เฟือ

บริการเพิ่มให้กับลูกค้ากลุ่มใหม่สถานการณ์นี้ เป็นการเพิ่มยอดขายและมูลค่าแบรนด์ ที่ สินค้าและบริการเดิมยังมีคุณสมบัติที่ดีและโดดเด่นน่าสนใจอยู่ แล้ว ซึ่งยังไม่จําเป็นต้องพัฒนาสินค้าและบริการอะไรใหม่มาก นัก หรืออาจมีข้อมูลที่เราพบในตลาดว่าสินค้าและบริการเรานั้น นอกจากเป็นที่ต้องการของกลุ่มเป้าหมายเดิม ยังมีกลุ่มใหม่ๆ ที่ อาจต้องการสินค้าและบริการนี้เช่นเดียวกัน“ ถ้าว่ากันตามเทคนิคทางการตลาดอาจเป็น

สินค้าและบริการที่ยังมีวงจรสินค้าที่ไปต่อได้ และในอุตสาหกรรมนี้อาจจะเป็นตลาดที่วงจรชีวิตของสินค้ายาว ”ลองเปรียบเทียบดูระหว่างสินค้าทางเทคโนโลยีกับสินค้าใน อุตสาหกรรมก่อสร้าง สินค้าในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เช่น เทียม มีวงจรชีวิตสินค้ายาวกว่า คอมพิวเตอร์บางรุ่นเสยอกสิ่งที่เป็นตัววัดผลลัพธ์ ROI ( Return on investment ) : สําหรับวัตถุประสงค์ข้อนี้มักจะเป็น – ยอดขายที่เพิ่มขึ้น – มูลค่าแบรนด์ มีลูกค้าใหม่รู้จักเรา, ติดตามเรา,มีปฏิสัมพันธ์ (Engagement) กับแบรนด์เรา เพิ่มขึ้นหรือไม่สิ่งที่ท่านต้องลงทุน ( Investment ) – วิจัยและพัฒนา Maาcใหม่ – ขยายช่องทางจัดจําหน่ายใหม่ –

การทําสื่อโฆษณา ทั้ง ออฟไลน์และออนไลน์* การผลิตไม่จําเป็นต้องซื้อเครื่องจักรหรือขยายทีม อาจ จะหา Outsource ที่ไว้วางใจได้ มาช่วยเราผลิต แต่เราทําหน้าที่Research and Development

กรณีที่ 4 >การสร้างแบรนด์เฟ้อ ขายสินค้าและ บริการใหม่ให้กับลูกค้ากลุ่มใหม่สถานการณ์นี้ เป็นสถานการณ์ที่ไม่ง่าย ในการที่ธุรกิจเรา แบรนด์เราต้องทําของใหม่ทั้งสองอย่าง ลักษณะนี้จะเหมาะกับ สินค้าและบริการที่อยู่มานานแล้ว มีคู่แข่งที่ทําได้เหมือนเราเป็น จํานวนมาก ไม่มีความแตกต่าง เรียกได้ว่าแข่งกันลดราคาอย่างเดียวกลยุทธ์ที่ใช้มักเป็นการลดต้นทุน ธุรกิจนี้ โดยมากมักมาจาก

การจัดทํา sales kit หรือ sales tools ใหม่ ทั้งหมดการที่เราอยู่ในกลยุทธ์นี้ ทั้งสินค้าบริการใหม่ และตลาด มีฐานเดิมของสินค้าเดิมอยู่ ใหม่ เหมือนเราเริ่มทําธุรกิจใหม่เลยก็ว่าได้ แต่ข้อดี คือที่เรายังบริโภคให้ลึกซึ้ง* ส่วนด้านการผลิตไม่จําเป็นต้องซื้อเครื่องจักรหรือ ขยายทีม อาจจะหา Outsource ที่ไว้วางใจได้ มาช่วยเรา ผลิตแต่เราทําหน้าที่วิจัยความต้องการของตลาดและผู้บริโภคให้ลึกซึ้งการสร้างแบรนด์ของท่านตามลองมาวางแผนการลงทุน ช่องเหล่านี้ดูนะครับสมมุติว่าท่านมีงบการสร้างแบรนด์ 100% ท่านควรวาง

ส่วนสุดท้าย เป็นส่วนที่เป็นทุนสํารอง ที่มีไว้เพื่อการแก้ ปัญหาระหว่างทาง ถ้าดีที่สุดท่านไม่ควรมีเรื่องต้องใช้เงินส่วน นี้ การสร้างแบรนด์ที่ดี ต้องสร้างยอดขายกลับมาหมุนเวียนได้ดี ด้วย ดังนั้นส่วนนี้ ควรเป็นส่วนที่จะยอมนํามาใช้เมื่อฉุกเฉินจริงๆเท่านั้นลองนําแบรนด์ที่ท่านจะสร้าง มาวางแผน ทางการเงิน ตามหัวข้อพร้อมเขียนสิ่ง

ขอบคุณรูปภาพจาก : Google

สามารถติดตามได้ ที่นี้


สื่อที่เกี่ยวข้อง